ฝังเข็มคืออะไร และทำงานอย่างไร

การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นวิธีการรักษารูปแบบหนึ่งของแพทย์แผนจีนที่ถูกใช้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 4,000 ปี โดยมีหลักการสำคัญคือ การใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษ เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.25 มิลลิเมตร ซึ่งเล็กกว่าเข็มเจาะเลือดทั่วไป (0.8 มิลลิเมตร)  ฝังลงไปตาม “จุดฝังเข็ม” บนร่างกาย จุดเหล่านี้เชื่อมโยงกับ “เส้นลมปราณ” ซึ่งเป็นเส้นทางการไหลเวียนของพลังงานชีวิต หรือ ชี่ (Qi) ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน

ศาสตร์การฝังเข็มมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งเกิดจากการตกผลึกความรู้ จากการสังเกตุ ทดลอง การรักษาทางคลินิกจริงของแพทย์จีนในยุคโบราณ มีการรวบรวมองค์ความรู้ผ่านตำราแพทย์หลวงของจีนจากรุ่นสู่รุ่นให้เราได้ศึกษามาจนถึงปัจจุบัน  

ปัจจุบันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุน และอธิบายกลไกการฝังเข็มว่าสามารถรักษาโรคได้ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้การยอมรับว่าการฝังเข็มเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถรักษาโรคและกลุ่มอาการต่างๆ ได้

ในโลกที่ความเครียดและโรคภัยคุกคามสุขภาพของเรามากขึ้นทุกวัน การมองหาแนวทางการรักษาที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การบรรเทาอาการ แต่ช่วยแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างแท้จริงจึงเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ การฝังเข็ม ซึ่งเป็นศาสตร์การแพทย์แผนจีนโบราณที่มีประวัติยาวนานกว่าพันปี ปัจจุบันได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะแนวทางการแพทย์ทางเลือกที่ช่วย “ปรับสมดุลร่างกาย” ทั้งทางกายและใจ

แต่การฝังเข็มปรับสมดุลคืออะไร? แตกต่างจากการฝังเข็มทั่วไปอย่างไร? และสามารถช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง? บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับการฝังเข็มปรับสมดุลในแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมตอบคำถามที่คุณสงสัย เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมว่าศาสตร์โบราณนี้จะสามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างไร

โรคและอาการที่รักษาด้วย การฝังเข็ม แล้วได้ผลดี

  1. กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ ข้อต่อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Musculoskeletal and connective tissue disorders) เช่น กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome), ปวดคอ (Neck pain), ปวดหลัง (Back pain), ปวดเข่า (Knee Pain), ไหล่ติด (Frozen Shoulder), นิ้วล็อค(Trigger Finger), กลุ่มอาการบาดเจ็บจากกีฬา (Sport Injury)
  2. โรคทางระบบประสาท (Neurological)  เช่น กลุ่มอาการชามือ-เท้า (Numbness) ,ปวดศีรษะไมเกรน (Migraines), กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพฤกษ์ อัมพาต (Stroke), กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก (Bell’s palsy), อาการแสบร้อนผิวหนังจากงูสวัด (Herpes zoster), ภาวะหูเสื่อม (SNHL) ,หูมีเสียง (Tinnitus), เวียนศีรษะ (Dizziness), บ้านหมุน (Vertigo)
  3. โรคทางจิตเวช (Psychophatic) เช่น นอนไม่หลับ (Insomnia), ภาวะซึมเศร้า (Depressive Disorder), แพนิก (Panic), วิตกกังวล (Anxiety)
  4. โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน (GERD), โรคลำไส้แปรปรวน (IBS), ท้องผูก (Constipation), ท้องอืด (Flatulence)
  5. โรคทางนรีเวช (Gynecological) เช่น ปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea), ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), ภาวะมีบุตรยาก (Infertility), ประจำเดือนมาไม่ปกติ (Irregular menstruation), ภาวะวัยทอง (Menopause)
  6. โรคระบบทางเดินหายใจ (Respiratory) เช่น ภูมิแพ้ (Allergic rhinitis), ไซนัสอักเสบ (Sinusitis), ไอเรื้อรัง (Chronic cough), หอบหืด (Asthma)
  7. โรคผิวหนังและความงาม เช่น สิว (Acne), ฝ้า (Melasma), ผมร่วง (Hair loss), น้ำหนักเกิน (Obesity) 


การฝังเข็มมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง ?

1. ฝังเข็มแบบจีนดั้งเดิม (Traditional Chinese Acupuncture)

      เป็นการฝังเข็มเพื่อปรับสมดุลชี่ (Qi) และหยิน–หยาง ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน  ฝังเข็มลงจุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณทั่วร่างกาย โดยเน้นที่การไหลเวียนและการถ่ายเทพลังงานของร่างกาย เหมาะกับ โรคตามระบบอายุรกรรม , ปวดเรื้อรัง, อ่อนเพลีย, ระบบไหลเวียนติดขัด, นอนไม่หลับ

2. ฝังเข็มไฟฟ้า (Electroacupuncture)

      เป็นการฝังเข็มร่วมกับใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กผ่านเข็มเพื่อกระตุ้นจุดฝังเข็มต่อเนื่อง  จะทำหัตถการบนจุดฝังเข็มตามบริเวณที่ต้องการรักษา เพื่อรักษาอาการปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง, โรคทางระบบประสาท

3. ฝังเข็มแบบตะวันตก (Dry Needling)

      เป็นการฝังเข็มที่ใช้หลักกายวิภาคศาสตร์ โดยใช้เข็มสะกิดให้เกิดการคลายตัวของปมกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง (Trigger Point) เพื่อคลายกล้ามเนื้อ มีกลไกเพื่อรักษาปมกล้ามเนื้อและพังผืดที่ขาดเลือด จนเกิดเป็นจุดกดเจ็บเรียกว่า “จุดกดเจ็บไก” (Trigger Point)   เหมาะกับการรักษาอาการปวดเรื้อรัง , ออฟฟิศซินโดรม

4. ฝังเข็มศีรษะ (Scalp Acupuncture)

      การฝังเข็มที่บริเวณศีรษะที่เชื่อมต่อกับระบบประสาทส่วนกลาง รักษาโรคทางระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดเรื้อรัง โรคจิตเวช เครียด นอนไม่หลับ ภาวะซึมเศร้า

5. ฝังเข็มใบหู (Auricular Acupuncture)

      เป็นการฝังเข็มที่ใบหู โดยแพทย์แผนจีนมองว่าใบหูเป็นภาพจำลองของร่างกาย การกระตุ้นจุดบนใบหูสามารถเชื่อมโยงกับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ โดยจะฝังเข็มบริเวณใบหู ใช้ในการรักษาเพื่อลดความอยากอาหาร ควบคุมน้ำหนัก , เลิกบุหรี่/สารเสพติด, โรคทางจิตเวช

การฝังเข็ม รักษาโรคได้อย่างไร?

ปัจจุบันมีการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ดังนี้

1.กระตุ้นการหลั่งสารเอ็นโดฟิน (Endorphin) และสารสื่อประสาทอื่น ๆ
ที่ช่วยระงับความเจ็บปวด  สารเอ็นโดฟินนี้จะหลั่งออกมาเมื่อมีการกระตุ้นเส้นประสาทผ่านการปักเข็มขนาดเล็กลงบนจุดฝังเข็มเฉพาะบนผิวหนัง เมื่อเข็มกระตุ้นเส้นประสาท สัญญาณประสาทจะถูกส่งไปยังไขสันหลังและสมอง ทำให้ร่างกายหลั่งเอ็นโดฟินออกมา สารนี้จะจับกับตัวรับโอปิออยด์ (Opioid receptors) ในสมอง เพื่อลดการรับรู้ความเจ็บปวด พร้อมสร้างความรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย งานวิจัยยังชี้ว่า การฝังเข็มสามารถช่วย ลดระดับฮอร์โมนความเครียด ซึ่งยิ่งส่งเสริมการหลั่งเอ็นโดฟินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อหลายด้าน ไม่เพียงแค่ลดอาการปวด แต่ยังช่วยให้นอนหลับดีขึ้น และเสริมภูมิคุ้มกัน{1}

2.ลดปวดโดยกระตุ้นตัวรับและเส้นประสาทเฉพาะที่
การปักเข็มลงบนจุดฝังเข็มจะกระตุ้น เส้นประสาทรับความรู้สึกขนาดใหญ่ (Large sensory afferent fibers) ชนิดที่มีปลอกไมอีลิน (A fibers) ที่อยู่บริเวณนั้น การกระตุ้นดังกล่าวจะสร้างสัญญาณประสาทส่งไปยัง ระบบประสาทส่วนกลางที่ระดับไขสันหลัง (Central nervous system) ผ่านทฤษฎีควบคุมประตู (Gate Control Theory) เพื่อระงับปวดและปรับการรับรู้ความเจ็บปวดและความรู้สึกอื่น ๆ จึงเป็นการลดความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ{2}

3.ลดการอักเสบ และช่วยให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็ง คลายตัว
การฝังเข็มไม่เพียงแต่กระตุ้นระบบประสาทและการไหลเวียนเลือด แต่ยังทำให้ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ในบริเวณที่ปักเข็มเกิดการเปลี่ยนรูป (Deformation) ส่งผลให้ร่างกายหลั่ง สารต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory molecules) ออกมา ช่วยลดการอักเสบเฉพาะที่ บรรเทาอาการบวม ปวด และฟื้นฟูการทำงานของเนื้อเยื่ออย่างเป็นธรรมชาติ {3}

4.ช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาท 
การฝังเข็มถือเป็นวิธีการรักษาแบบธรรมชาติบำบัดที่มีงานวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยปรับสมดุลของ สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยเพิ่มระดับ เซโรโทนิน (Serotonin: 5-HT), กาบา (GABA) และ เมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย {4}

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการฝังเข็ม


การฝังเข็มเป็นหัตถการที่ต้องทำโดยแพทย์หรือแพทย์แผนจีน เพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้

  1. ตรวจร่างกายและประเมินโดยแพทย์
    ก่อนเริ่มรักษา แพทย์จะซักประวัติสุขภาพทั่วไป ตรวจร่างกาย และประเมินอาการตามหลักแพทย์แผนจีน เช่น การแมะชีพจรและดูสีลิ้น เพื่อวินิจฉัยโรค หาสาเหตุของโรค และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล
  1. เลือกจุดฝังเข็ม
    แพทย์จะเลือกจุดฝังเข็มและเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับอาการป่วย ยกตัวอย่างเช่น โรคกรดไหลย้อนที่เกิดจากการหลั่งกรดที่มากผิดปกติ การฝังเข็มที่จุดจู๋ซานหลี่ (足三里 ) สามารถยับยั้งการหลั่งกรดที่มากเกินไปให้กลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งให้ผลการรักษาดีในทางคลินิกหรือจุดที่ช่วยปรับสมดุลระบบภายในร่างกาย ที่อยู่บริเวณแขน ขา หรือบริเวณหน้าท้อง ให้เหมาะสมกับอาการที่ผู้ป่วยเป็น
  1. ระยะเวลาและความรู้สึกระหว่างฝัง
    โดยทั่วไปในการรักษา จะใช้เข็มขนาดเล็กมาก (ประมาณ 0.18-0.25 มม.) ทำให้เจ็บเพียงเล็กน้อย หรือไม่รู้สึกเจ็บเลยในบางบริเวณ หลังปักเข็มแล้วจะรู้สึกตึง หน่วง ตื้อ หรือ ชา บริเวณที่ฝัง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อการรักษา เนื่องจากการฝังเข็มจะกระตุ้นระบบประสาท ส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อประมวลผล และสมองจะส่งคำสั่งกลับมายังอวัยวะหรือบริเวณที่ได้รับการกระตุ้น เพื่อช่วยปรับสมดุลและฟื้นฟูการทำงาน

    ระยะเวลาฝังแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 20–40 นาที ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ ความรุนแรง และโรคที่เป็น ซึ่งจะสามารถประเมินได้เมื่อเข้ามารับการตรวจ
  1. หลังฝังเข็มควรปฏิบัติอย่างไร
    หลังฝังเข็มควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาฟื้นฟูและตอบสนองต่อการกระตุ้นจากการฝังเข็มได้อย่างเต็มที่ ดื่มน้ำอุ่นเพื่อช่วยการไหลเวียนของเลือด หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักทันที และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปตามแผนการรักษาและป้องกันอาการข้างเคียง

ขั้นตอนและวิธีการรักษาฝังเข็ม


การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฝังเข็มเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากอาการไม่พึงประสงค์ และทำให้ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้ดี

  1. รับประทานอาหารล่วงหน้า 1–2 ชั่วโมง
    หากเข้ารับการฝังเข็มในขณะที่ท้องว่างหรือรหิว อาจทำให้เสี่ยงต่อการเวียนศีรษะได้ ในขณะเดียวกันหากอิ่มเกินไปเลือดจะถูกดึงไปช่วยย่อยอาหารทำให้ร่างกายตอบสนองต่อฝังเข็มได้ลดลง
  1. ตรวจวัดสัญญาณชีพก่อนการฝังเข็ม
    การตรวจวัดความดันโลหิต และชีพจร ก่อนรับการรักษาช่วยประเมินสภาพร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตระหว่างการรักษา ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หรือ หน้ามืดได้
  1. พักผ่อนให้เพียงพอ 6–8 ชั่วโมงก่อนการฝังเข็ม
    การนอนหลับให้เพียงพอช่วยปรับสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous system) และช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อการฝังเข็มได้ดียิ่งขึ้น
  1. เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่รัดแน่น
    เสื้อผ้าที่หลวม สวมใส่สบายช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เลือดไหลเวียนสะดวก ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และเอื้อต่อการเข้าถึงจุดฝังเข็มโดยไม่รบกวนการรักษา
  1. ปิดเครื่องมือสื่อสารระหว่างการรักษา
    เสียงรบกวนและการใช้โทรศัพท์จะทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system) ถูกกระตุ้น ซึ่งอาจเป็นการรบกวน ทำให้ไม่เกิดความผ่อนคลายและลดประสิทธิภาพของการฝังเข็มที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลร่างกา

ข้อห้ามและข้อควรระวังก่อนเข้ารับการฝังเข็ม


แม้การฝังเข็มจะเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย แต่ก็มี ข้อห้าม และ ข้อควรระวัง ที่ควรทราบก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

  1. อยู่ในภาวะมึนเมา
    การฝังเข็มในขณะมึนเมาจากสุราหรือสารเสพติด ไม่สามารถทำได้เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายได้
  1. ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)
    โดยเฉพาะกรณีการฝังเข็มร่วมกับกระตุ้นด้วยไฟฟ้า(Electroacupuncture) ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันการรบกวนการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจ
  1. ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (Coagulopathy)
    เช่น โรคฮีโมฟีเลีย หรือผู้ป่วยที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกหรือฟกช้ำมากกว่าปกติ ผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาฟารีน(warfarin), แอสไพริน(Aspirin), โคฟิโดเกล(clopidogrel) ต้องแจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อนเข้ารับการฝังเข็ม
  1. โรคผิวหนังติดเชื้อหรือมีแผลเปิด
    ควรหลีกเลี่ยงการฝังเข็มในบริเวณที่มีการติดเชื้อหรือเป็นแผลเรื้อรัง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  1. สตรีตั้งครรภ์
    ควรหลีกเลี่ยงการฝังเข็มบริเวณหน้าท้องและเอว–ก้นกบ รวมถึงจุดที่อาจกระตุ้นการคลอดก่อนกำหนดหรือแท้ง
  1. เนื้องอกหรือบริเวณที่เป็นแผลเรื้อรัง/แผลเปื่อย
    หลีกเลี่ยงการฝังเข็มโดยตรงในจุดเหล่านี้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการกระจายของเซลล์ที่ผิดปกติและการติดเชื้อ

การฝังเข็มปลอดภัยหรือไม่?


การฝังเข็มถือเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยสูง เมื่อดำเนินการโดยแพทย์ที่ผ่านการอบรมและใช้เข็มที่ได้มาตรฐาน มีรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการฝังเข็มค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเช่น 

  1. รอยจ้ำเลือด เกิดจาการที่เข็มไปโดนเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง ซึ่งโดยทั่วไปไม่อันตรายและหายเองได้ภายใน 2-7 วัน 
  2. อาการระบมบริเวณที่ฝังเข็ม เนื่องจากจากเข็มมีฤทธิ์กระตุ้นการฟื้นฟู ในบางรายอาจมีอาการปวดหลังฝังเข็มได้ซึ่งจะหายได้เองภายในไม่กี่วัน ถ้ามีอาการเหล่านี้สามารถทานยาแก้ปวด ประคบเย็น และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น

แต่ในบางกรณีอาจเกิดขึ้นได้หากใช้เข็มที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือทำหัตถการไม่ถูกวิธี หากเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีมาตรการฆ่าเชื้อ ตามมาตราฐานวิชาชีพ และดำเนินการโดยผู้มีใบอนุญาติประกอบโรคศิลปะ การฝังเข็มจะเป็นวิธีบำบัดที่ปลอดภัย เห็นผล และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝังเข็ม

ฝังเข็มเจ็บไหม

รู้สึกเพียงเล็กน้อยตอนเข็มสัมผัสผิว แต่ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ อาจมีความรู้สึก หน่วง ตื้อ ณ ตำแหน่งที่ฝังเข็ม ซึ่งเป็นความรู้สึกที่บ่งบอกว่าร่างกายมีการตอบสนองต่อการรักษา 

ต้องฝังเข็มกี่ครั้งจึงเห็นผล ?

ขึ้นอยู่กับอาการ โรคและระยะของโรค 

  • ระยะเฉียบพลัน อาจใช้การรักษาเพียง 1 -2 ครั้ง
  • ระยะเรื้อรังที่เป็นมานาน ส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกดีขึ้นตั้งแต่ 3–5 ครั้งแรก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้รักษาเป็นผู้ประเมินและแนะนำ
ฝังเข็มราคาประมาณเท่าไหร่?

ราคาฝังเข็มต่อครั้งในคลินิกจะอยู่ที่ประมาณ 600 – 1,500 บาท หรือมากกว่านั้น หากเป็นแพ็กเกจการรักษาแบบหลายครั้ง

ฝังเข็มสามารถเบิกประกันได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับประเภทของประกันสุขภาพที่คุณมี และเงื่อนไขในกรมธรรม์ของคุณ

  • ประกันสุขภาพเอกชน: ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะถือว่าการฝังเข็มเป็นการแพทย์ทางเลือก ซึ่งบางกรมธรรม์อาจครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ แต่บางกรมธรรม์ก็ไม่ครอบคลุม ดังนั้น คุณควรตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์ของคุณโดยตรง หรือติดต่อบริษัทประกันเพื่อสอบถามข้อมูลให้ชัดเจนก่อนเข้ารับการรักษา
  • สิทธิข้าราชการ: ผู้มีสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของราชการอาจสามารถเบิกค่าฝังเข็มได้บางส่วน ตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด
  • สิทธิประกันสังคม หรือบัตรทอง (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า): โดยปกติแล้วสิทธิเหล่านี้ ไม่ครอบคลุม ค่าใช้จ่ายในการฝังเข็ม แต่ในบางโรงพยาบาลของรัฐอาจมีการรักษาแพทย์แผนจีนในราคาพิเศษ ซึ่งอาจมีเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องชำระเอง
การฝังเข็มมีอันตรายไหม

การฝังเข็มถือเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยสูง เมื่อดำเนินการโดยแพทย์ที่ผ่านการอบรมและใช้เข็มที่ได้มาตรฐาน มีรายงานภาวะแทรกซ้อนจากการฝังเข็มค่อนข้างน้อย

 

“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”

รายการรักษาของเรา

ฝังเข็มรักษาทั่วไป / ออฟฟิศซินโดรม

750 บาท
ฝังเข็มฟื้นฟูกลุ่มโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

900 บาท
ฝังเข็มหน้าใส V-Shape สิว ฝ้า ผื่นแพ้

950 บาท
ฝังเข็มกระชับสัดส่วน

950 บาท
ฝังเข็มรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

1,300 บาท
ครอบแก้วบำบัดความปวด

400 บาท
กระตุ้นไฟฟ้า

150 บาท


LINEติดต่อสอบถาม